" บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอน รายวิชาอินเตอร์และการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม "

^______^ ขอบคุณ สำหรับการติดตาม ...

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อาหารเสริมบำรุงผิว

       คุณสมบัติดังกล่าวที่มีอยู่ในอาหารเสริมเพื่อผิวสวยชั้นนำทรงประสิทธิภาพ ให้ผลลัพธ์ที่ดีและรวดเร็วกว่าในการลดริ้วรอยหมองคล้ำเหี่ยวย่น พร้อมกับบำรุงผิวให้ขาวเนียน เปล่งปลั่ง กระจ่างใส ดูอ่อนวัย มีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน สารอาหารสำคัญที่มีคุณค่าจำเป็นต่อการบำรุงผิวครบถ้วนทั้ง 6 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น

 1. โปรตีนจากปลาทะเลลึก (Marine Protein)
แถบประเทศนอร์เวย์ประกอบด้วยอณูอะมิโนจำเป็นต่อร่างกาย 18 ชนิด และมีอณูอะมิโนชนิดพิเศษคือ Peptoaminoglycan ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินทั้งด้านปริมาณและคุณภาพอันจะช่วยให้ผิวแต่งตึง เปล่งปลั่ง กระชับ เรียบเนียน และนวลนุ่มชุ่มชื่น

 2. โคเอ็นไซม์คิวเทน (Coenzyme Q 10)
สารอาหารช่วยเสริมพลังงานให้กับเซลล์ผิวต้านอนุมูลอิสระต้นเหตุของการเสื่อมสภาพและแก่ก่อนวัยของเซลล์ต่าง ๆ ทั้งยังช่วยลดและชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยที่เกิดจากแสงแดดช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์สดใสมีชีวิตชีวา

 3. สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส (French Maritime Pine Bark) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างยิ่งยวด (Super Antioxidant) ช่วยต้านความชราของผิวพรรณยับยั้งการเกิดเม็ดสีที่ผิดปกติต้นเหตุของฝ้า กระ ความหมองคล้ำ ทำให้ผิวขาวเนียนสดใส และมีเลือดฝาด


 4. วิตามินซี (Vitamin C)
สารต้านอนุมูลอิสระลดอาการหมองคล้ำ ความร่วงโรย เสริมสร้างปริมาณและความแข็งแรงของคอลลาเจน ช่วยให้โครงสร้างผิวพรรณแข็งแรงสุขภาพดีมีความยืดหยุ่นกระชับและขาวเนียนใส

 5. วิตามินอี (Vitamin E)
สารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งยับยั้งความเสื่อมชราของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยให้ผิวพรรณเนียนนุ่มชุ่มชื่น สดใสและดูอ่อนวัย

6. สารสกัดจากชาเขียว (Green Tea Extract) มีสาระสำคัญคือ คาเตซินช่วยต้านอนุมูลอิสระทำให้กลไกในการฟื้นฟูสภาพผิวทำงานได้ดีสามารถขับถ่ายและล้างพิษออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น


ที่มา : http://www.n3k.in.th

วิตามิน : มากเกินไปอาจเป็นอันตราย

       คนส่วนใหญ่จะกินอาหารเสริมประเภทวิตามินด้วยความเชื่อว่าจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แต่นักวิจัยไม่ได้ระบุว่าวิตามินสามารถป้องกันโรคต่างๆได้หากเราบริโภคเป็นจำนวนมาก วงการแพทย์ในปัจจุบันยังเป็นห่วงด้วยว่า ถ้ามีคนบริโภควิตามินในปริมาณมากเกินไป เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะได้รับวิตามินและเกลือแร่บางชนิดในขนาดสูงเกินไปจนเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ดังนั้นเราควรบริโภคให้พอเหมาะกับที่ร่างกายเราต้องการ วิตามินที่สำคัญที่เราควรบริโภคมีดังนี้

๑.วิตามินเอ ส่วนมากพบมากในตับ และอยู่ในนมบ้างเล็กน้อย(บางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผสมในเนยเทียม) ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า"อาหารที่ผสมวิตามินรวมบางชนิด เช่น ธัญพืช อาจมีวิตามินเอมากเกินไป" วิตามินเอแตกต่างจากวิตามินซีตรงที่วิตามินซีละลายในน้ำและถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ แต่วิตามินเอจะสะสมอยู่ในร่างกายหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ผู้ที่ได้รับวิตามินเอในเลือดสูงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

๒.วิตามินซีและอี วิตามินสองชนิดนี้มีผู้นิยมกินกันมาก ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าถ้ากินเข้าไปมากๆจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแต่ความจริงแล้วถ้าเรากินวิตามินทั้งสองชนิดนี้เข้าไปในปริมาณมากมีโอกาสเป็น "โรคเส้นโลหิตในสมอง"

๓.ธาตุเหล็ก มีความสำคัญต่อการลำเลียงออกซิเจนสู่กระแสเลือด การสร้างพลังงานและภูมิต้านทาน แหล่งอาหาร ตับ เนื้อสัตว์ ถั่ว ธัญพืชที่มีการเสริมธาตุเหล็ก ผักใบเขียวเข้มผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการชีวะเกลือแร่แห่งมหาวิทยาลัยทัฟต์ บอกว่าผู้ที่มีธาตุเหล็กสูงเกินไปมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจ

๔.วิตามินบี 6 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างโปรตีน ฮอร์โมนและเซลล์เม็ดเลือดแดง แหล่งอาหาร เนื้อไก่ กล้วย ถั่วเหลือง เนื้อปลา นม ข้าวซ้อมมือ ตับและมันฝรั่ง

๕.เบตาแคโรทีน เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ แหล่งอาหาร ผักใบเขียวและผลไม้ที่เป็นสีเหลือง

๖.ทองแดง เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนโปรตีนในกระดูก ผิวหนังและเนื้อเยื่อข้อต่อ แหล่งอาหาร ถั่ว เครื่องในสัตว์และสัตว์น้ำที่มีเปลือก(เช่น กุ้ง หอย ปู)

๗.สังกะสี มีความสำคัญต่อระบบทำงานต่างๆมากมาย เช่น การเติบโตของเซลล์และระบบภูมิต้านทาน แหล่งอาหาร เนื้อปลา เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผลัตภัณฑ์จากธัญพืชต่างๆและผักใบเขียว



วิตามินดี

วิตามินดี

 (CALCIFEROL หรือ ERGOSTEROL) เป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมในเลือดและในกระดูก เมื่อร่างกายได้รับแสงแดด ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ในกรณีที่ไม่ถูกแดด จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารให้มากขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดพอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดีในรูปวิตามินรวม หรือรับประทานอาหารที่มีการเสริมด้วยวิตามินดี


ประโยชน์ต่อร่างกาย
  1. วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก
  2. วิตามินดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ถ้าขาดวิตามินดี กรดอะมิโนในปัสสาวะจะเพิ่มขึ้น ถ้าวิตามินดีเพียงพออัตราการดูดซึมกลับกรดอะมิโนจะปกติ และในปัสสาวะจะลดปริมาณลง
  3. ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย แบบ active transport ของแคลเซียมให้ข้ามเซลล์ไปได้ง่าย
  4. ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึงขีดอันตราย เช่น แคลเซียมจะต้องอยู่ในเลือดประมาณ 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยวิตามิน ดีจะกระตุ้นการดูดแคลเซียมในลำไส้เพราะมิฉะนั้นแคลเซียมจะถูกขับออกจากร่างกายไปหมด และวิตามิน ดี จะกระตุ้นการนำเอาฟอสฟอรัสมาใช้ โดยทำหน้าที่กระตุ้นตลอดเวลา
  5. เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย
  6. ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน
  7. เกี่ยวข้องกับการใช้คาร์โบไฮเดรต
  8. เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกาย
  9. หน้าที่โดยทางอ้อมก็คือ วิตามินดีจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด เพราะหน้าที่เหล่านี้จะสัมพันธ์กับการมีอยู่และการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ของร่างกาย






น้ำสมุนไพร

ผลไม้ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

วิตามินซี

วิตามินซี 








(อังกฤษvitamin C) หรือ กรดแอล-แอสคอร์บิก (อังกฤษL-ascorbic acid) หรือ แอล-แอสคอร์เบต (อังกฤษL-ascorbate) เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้


ประโยชน์

  • เป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
  • ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
  • ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
  • ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (Mutation)
  • ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน (SIDS: Sudden Infant Death Syndrome)
  • ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
  • ช่วยคลายเครียด
  • การฉีดด้วยวิตามินซีปริมาณสูง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ โดยวิตามินอาจเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้ 


แหล่งวิตามินซี
แหล่งวิตามินซีมีมากในผักตระกูลกะหล่ำ การเก็บเกี่ยวผักผลไม้ตั้งแต่ยังไม่แก่จัด ไม่สุกดี หรือนำไปผ่านการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นการตากแห้ง หมักดอง จะทำลายวิตามินซีที่อยู่ในอาหารไปในปริมาณมาก
ความร้อนทำลายวิตามินซีได้ง่ายจึงไม่ควรต้มหรือผัดนานเกินไป แต่การแช่เย็นไม่ได้ทำให้ผักผลไม้สูญเสียวิตามินซีเพียงข้อเสียอ
บางข้อมูลแนะนำว่าขนาดที่เหมาะสมมากที่สุดต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ คือ 250-500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง


วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิตามินบี 12

วิตามินบี 12  (COBALAMIN) 




ร่างกายต้องการ วิตามินบี 12  สำหรับการสังเคราะห์ RNA DNA และการเจริญเติบโตตามปรกติของเม็ดเลือดแดง  วิตามินบี 12  มีผลต่อการดูดซึมและการใช้โฟเลทในร่างกาย สามารถละลายได้ในน้ำและแอลกอฮอล์ ไม่ทนต่อกรด หรือด่างแก่และแสง อาหารที่มีวิตามิน บี12 ได้แก่ ตับ ไต เนื้อ เนื้อหมู ปลาเค็ม ปลาหมึก น้ำปลา เนื้อแกะ ปลาเนื้อขาว หอย ไข่ นม เนย เนยแข็ง โยเกิร์ต รำข้าว ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เมล็ดแห้ง ถั่วหมัก (ถั่วเน่า) เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว และผักใบสีเขียวแก่ แต่มีมากใน ไต กล้าม เนื้อสัตว์ ปลา และอาหารพวกนม เนย และเป็นที่น่าสังเกตว่า วิตามินชนิดนี้จะพบในสัตว์มากกว่าในพืช วิตามิน บี12เป็นโคเอนไซม์ช่วยในการเร่งปฎิกิริยาการสังเคราะห์ DNA (Deoxyribonycleic Acid) , วิตามินบี 12  มีความเกี่ยวพันธ์ในการทำงานใกล้ชิดกับกรดอะมิโน กรดแพนโทเธ็นทิคและวิตามิน ซี มีความจำเป็นสำหรับสร้างเม็ดโลหิตแดง ,เป็นสิ่งจำเป็นในการเมแทบอลิซึมของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต , ช่วยทำให้เหล็กทำงานได้ดีขึ้นในร่างกาย , ช่วยการสังเคราะห์เมไทโอนีน และโคลีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการที่ช่วยป้องกันการสะสมไขมันในตับ (Lipotropic Factors)ช่วยในการนำวิตามิน เอ ไปไว้ที่ตามเนื้อหนังของร่างกาย ,ช่วยให้มีความกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า, มีหน้าที่เผาผลาญกรดไขมัน ซึ่งช่วยในการรักษาสภาพของแผ่นพังผืด ที่เป็นชั้นห่อเส้นประสาท (Myelin Sheet) , ทำหน้าที่เก็บพลังงานในกล้ามเนื้อ,ทำหน้าที่ละลายพิษของสารไซยาไนด์ (Cyanide) เป็นยาพิษอย่างแรง อาจพบในอาหารและบุหรี่ ถ้าขาดวิตามิน บี12 ทำให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรงสาเหตุส่วนใหญ่จะเนื่องมาจากการที่ร่างกาย ไม่สามารถดูดวิตามินได้ , ปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งมีผลต่อการขนส่งและการดูดซึมวิตามิน , บุคคลที่รับประทานอาหารมังสวิรัตที่เคร่งครัด , การตัดกระเพาะอาหารบางส่วนออก การเป็นโรคท้องเสียเรื้อรัง หรือเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้เสื่อม ทำให้มีการดูดซึมผิดปกติได้ ถ้าได้รับวิตามิน บี12 มากจะกระตุ้นการสลายตัวของกรดนิวคลีอิก ทำให้กรดยูริกเพิ่มขึ้น จึงควรระวังในผู้ป่วยโรค gout





 ประโยชน์ต่อร่างกาย
          o ใน ไขกระดูก  วิตามินบี 12  จะมีหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ช่วยในการเร่งปฎิกิริยาการสังเคราะห์ DNA (Deoxyribonycleic Acid) เพราะถ้าไม่มีการสังเคราะห์ DNA เซลล์สร้างเม็ดเลือดแดงจะไม่เกิดการแบ่งเซลล์แต่จะขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นเซลล์สร้างเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ (Megaloblast) และจะถูกส่งเข้าสู่กระแสโลหิตแทนที่จะเป็นเม็ดเลือดแดงที่ปกติ
          o  วิตามินบี 12  มีความเกี่ยวพันในการทำงานใกล้ชิดกับกรดอะมิโน กรดแพนโท เธ็นทิคและวิตามิน ซี มีความจำเป็นสำหรับสร้างเม็ดโลหิตแดง
          o เป็นสิ่งจำเป็นในการเมแทบอลิซัมของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
          o ช่วยทำให้เหล็กทำงานได้ดีขึ้นในร่างกาย
          o ช่วยการสังเคราะห์เมไทโอนีน และโคลีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการที่ช่วยป้องกันการสะสมไขมันในตับ (Lipotropic Factors)
          o มี ฤทธิ์กระตุ้นการเจริญเติบโตในเด็ก Underdeveloped และ Undernourished เด็กพวกนี้มักขาด วิตามินบี 12  และวิตามินอย่างอื่นด้วย เมื่อให้ วิตามินบี 12 จะเพิ่มความอยากอาหาร กินอาหารได้มากขึ้น แต่ในเด็กที่เจริญเติบโตเป็นปกติไม่ขาดวิตามินนี้ การให้ วิตามินบี 12 จะไม่มีผล
          o ช่วยในการนำวิตามิน เอ ไปไว้ที่ตามเนื้อหนังของร่างกาย โดยการช่วยการดูดซึมแคโรทีน และการเปลี่ยนแคโรทีนเป็นวิตามิน เอ
          o ช่วยให้มีความกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า
          o มีหน้าที่เผาผลาญกรดไขมัน ซึ่งช่วยในการรักษาสภาพของแผ่นพังผืด ที่เป็นชั้นห่อเส้นประสาท (Myelin Sheet)
          o ทำหน้าที่เก็บพลังงานในกล้ามเนื้อ
          o ทำหน้าที่ละลายพิษของสารไซยาไนด์ (Cyanide) เป็นยาพิษอย่างแรง อาจพบในอาหารและบุหรี่


    แหล่งที่พบ
          o ตับ ไต เนื้อ เนื้อหมู ปลาเค็ม ปลาหมึก น้ำปลา เนื้อแกะ ปลาเนื้อขาว หอย ไข่ นม เนย เนยแข็ง โยเกิร์ต รำข้าว ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เมล็ดแห้ง ถั่วหมัก (ถั่วเน่า) เต้าเจี๊ยว ซีอิ๊ว และผักใบสีเขียวแก่ แต่มีมากใน ไต กล้าม เนื้อสัตว์ ปลา และอาหารพวกนม เนย และเป็นที่น่าสังเกตว่า วิตามินชนิดนี้จะพบในสัตว์มากกว่าในพืช









ที่มา : http://www.nutritionthailand.com/nutrition