" บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอน รายวิชาอินเตอร์และการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม "

^______^ ขอบคุณ สำหรับการติดตาม ...

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิตามินบี 5

วิตามินบี 5 
หรือกรดแพนโทเธนิค (Pantothenic Acid) ไม่ค่อยคงทน ถูกทำลายได้ง่ายโดยความร้อน กรด เช่น น้ำส้ม และด่าง เช่น โซดาสำหรับทำขนม หรือ Baking Soda  วิตามินบี 5 ในเนื้อสัตว์จะสูญหายไปขณะหุงต้มประมาณ 33% และในแป้งจะสูญหายไปประมาณ 50% ขณะขัดสีและบดเป็นแป้ง

ประโยชน์ต่อร่างกาย
- เป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของต่อมอะดรีนัล และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนสำคัญ เพื่อรักษาสุขภาพของผิวหนังและระบบประสาท
- ช่วยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อให้ได้พลังงาน
- ช่วยเปลี่ยนคอเลสเตอรอลเป็นฮอร์โมนสำหรับต่อต้านความเครียด ป้องกันอาการอ่อนเพลีย
- ช่วยในการป้องกันโรค และสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
แหล่งที่พบ
วิตามิน บี 5 พบมากที่สุดในตับ รองลงมาได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อ
ปลา ถั่ว เมล็ดธัญพืช ไข่แดง บริวเวอร์ยีสต์ เป็นต้น
ปริมาณที่แนะนำ
การ ขาดวิตามินบี 5 เป็นไปได้ยากมาก การได้รับประมาณวันละ 4-7 
มิลลิกรัมก็เพียงพอแล้วสำหรับคนส่วนใหญ่
ผลของการขาด
ส่วน ใหญ่แล้วไม่พบว่ามีปัญหาใดเกิดขึ้นจากการขาดวิตามินบี 5 
เพียงอย่างเดียว อาการที่อาจเกิดขึ้นได้บ้าง ได้แก่ อาเจียน กระสับ
กระส่าย ปวดท้อง ท้องอืด รู้สึกร้อนที่เท้า (Burning Feet 
Syndrome) เป็นตะคริว อ่อนเพลีย หลับไม่สนิท ซึมเศร้า และหงุดหงิด
ผลของการได้รับมากเกินไป
วิตามิน บี 5 จะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ และอีกส่วนน้อยทางเหงื่อ 
โดยปกติแล้ววิตามินบี 5 มักไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ


วิตามินบี 3

วิตามินบี 3 


ส่วนใหญ่นิยมเรียกไนอะซิน (Niacinamide หรือ  Niacin) จัดเป็นวิตามินละลายในน้ำ เป็นวิตามินหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีรวม (B Complex) มีสภาพคงทนมากกว่า วิตามิน บีหนึ่ง และ บีสอง หลายเท่าตัว ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินบี 3 ได้โปรตีนเรียกว่า ทริพโตฟาน” (Tryptophan) ซึ่งเป็นสารต้นตอจะถูกเปลี่ยนภายในตับ วิตามิน บีและทริพโตฟาน (Tryptophan)                                                                                                                                             พบในเนื้อไม่มีมัน เป็ด ไก่ ปลา ตับ วัว กุ้งเจ่า ผลิตผลจากจมูกข้าวสาลี ข้าวสาลี ถั่วแห้ง ถั่วสด บริวเวอร์ ยีสต์ และผักสีเขียวต่าง ๆ โดยเฉพาะผักชะอม ผักกระถิน มะแว้ง ใบชะพลู ใบทองหลาง ใบยอ และเห็ด หน้าที่ต่อร่างกายช่วยน้ำย่อยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตและช่วยร่างกายในการใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ช่วยในการไหลเวียนของโลหิตภายในร่างกาย ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลในเลือด เป็นตัวสำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานเป็นปกติ วิตามินบี 3 ควบคุมรักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อหนังในระบบการย่อย เป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมนสืบพันธุ์ (Reproductive Hormone) ไฮรอกซินและอินซูลิน ช่วยให้จุลินทรีย์ในลำไส้เจริญงอกงาม      
                                                                                                     
ถ้าขาดวิตามินบี 3 ผิวหนังอักเสบเป็นจ้ำ ๆ สีม่วง เรียกว่า เพลลากร้า (Pellagra) และเกิดการอักเสบของลิ้นมีอาการร้อนวูบวาบ และคันตามผิวหนังการทำงานของกระเพาะลำไส้ไม่อยากรับประทานอาหาร อาหารไม่ย่อย และระบบประสาทผิดปกติ เมื่อย ปวดประสาท และปลายประสาทอักเสบ (Neuritis) รู้สึกอ่อนเพลีย ซึมเศร้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหนื่อยง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ หวาดกลัว ความจำเสื่อม คลุ้มคลั่ง เจ็บปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เป็นที่ แน่นอน น้ำหนักตัวลด ลิ้นเป็นฝ้า แผลเปื่อยเน่า ลมหายใจเหม็น ปวดศีรษะเรื้อ


ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki

วิตามินบี 2


วิตามินบี 2 

หรือ Riboflavin เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ทนต่อกรด อากาศ และความร้อน แต่จะสลายตัวได้เร็วในด่างและแสงแดด
วิตามินบี 2 มีความจำเป็นต่อการหายใจของเซลล์ ช่วยในการเผาผลาญอาหาร ประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมันให้เป็นพลังงาน ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต รักษาสุขภาพของผิวหนังและระบบประสาท บำรุงสายตา และช่วยให้เม็ดเลือดแดง คงสภาพ

แหล่งที่พบ

พบได้ในอาหารจำพวก นม เนย ไข่ ยีสต์ เนื้อสัตว์ ตับ ผักสีเขียว และแหล่งที่พบวิตามินบี 1 โดยนมจะมีปริมาณวิตามินบี 2 มากกว่า
วิตามินบี 1 ถึง 4 เท่า

ผลของการขาดวิตามินบี 2

คนกลุ่มที่อาจจะขาดวิตามินบี 2 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่เจ็บป่วยเรื้อรัง คนยากจน และผู้ที่ติดสุรา
เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 2 จะมีอาการแสดงทางตา ริมฝีปาก ลิ้น และผิวหนัง เริ่มด้วยริมฝีปากอักเสบ แห้งและแตก มุมปากจะซีด แตก เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ปากนกกระจอก ลิ้นจะมีสีแดงปนม่วง เมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการทางผิวหนัง ผิวหนังจะตกสะเก็ด รวมทั้งผมแห้งและร่วง ต่อมาจะมีอาการอักเสบของตา มีน้ำตามาก ตาสู้แสงไม่ได้ คันตา และแสบตา
ผลของการได้รับมากเกินไป

โดยทั่วไปแล้ว การได้รับวิตามินบี 2 ในปริมาณที่สูงกว่าค่า RDA มักไม่พบความเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม อาจมีปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้จากการได้รับวิตามินบี 2 ในปริมาณที่สูงมากๆ ได้แก่ โรคหิด หมดสติ รู้สึกแสบร้อน และปัสสาวะมีสีเหลือง
สารหรืออาหารเสริมฤทธิ์ ได้แก่ วิตามินบีรวม วิตามินบี 6 วิตามินบี 5 วิตามินบี 3 วิตามินซี
สารหรืออาหารต้านฤทธิ์ ได้แก่ สุรา ยาปฏิชีวนะ ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน



ที่มา: http://www.novabizz.com/Health/Supplement/Vitamin_B2.htm

ข้าวมอลต์นึ่งวิตามินบีสูง






ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=oS0vIDu59wE

วิตามินบี 1

วิตามินบี 1

หรือ Thiamine เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ทำให้เกิดพลังงานเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญของระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท ถ้าร่างกายได้รับวิตามินบีหนึ่งไม่เพียงพอ จะทำให้เป็น โรคเหน็บชา โรคนี้เกิดได้กับบุคคล ทุกกลุ่มอายุ สำหรับเด็กทารกถ้าเป็นโรคเหน็บชา ( Infantile beriberi) จะมีอัตราการเสียชีวิตสูง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันต่อโรค ซึ่งพบได้มากในประเทศที่ประชาชนรับประทานข้าวที่สีแล้วเป็นอาหารหลัก โดยไม่รับอาหารอื่นที่มีวิตามินบี 1 เสริมอย่างเพียงพอ


แหล่งของวิตามินบี 1


ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินบี 1 ได้ จำเป็นต้องได้จากอาหารแหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 1 มากได้แก่
จากสัตว์ : เนื้อหมู, ปลา, ไก่, ตับ, ไข่
จากพืช : ถั่วเมล็ด, เมล็ดข้าว ( whole grains)
ในอาหารจำพวกผักและผลไม้ ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณของไธอะมินน้อย แต่ถ้าคิดจากที่กินในแต่ละวันแล้ว ร่างกายก็จะได้รับไธอะมินพอประมาณ


ที่มา :  http://nutrition.anamai.moph.go.th/b1.htm

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิตามิน A


วิตามิน A 
เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน   มีอยู่ 2 ชนิด กล่าวคือ
  1. เรตินอล (Retinal) เป็นโมเลกุลของวิตามิน A ที่เกาะอยู่อย่างสลับซับซ้อน พบในเนื้อสัตว์ ไข่  นม
  2. เบตาคาโรทีน (Beta-Carotene) ประกอบด้วยวิตามิน A สองโมเลกุล พบในพืช โดยเฉพาะพืชใบเขียวจัดและพืชที่มีสีเหลืองแดง
     สำหรับข้อแตกต่างของเรตินอลกับเบตาคาโรทีนนั้น เบตาคาโรทีนสามารถละลายน้ำได้ จึงทำให้ร่างกายขจัดทิ้งเมื่อเกินได้ ในขณะที่เรตินอลร่างกายไม่สามารถขจัด    เมื่อเกินได้ จึงทำให้เกิดอาการคลืนไส้ เวียนศรีษะ
    สำหรับคนทั่วไปไม่ควรรับวิตามิน A เกิน 30,000ม.ก.ทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ในขณะที่สตรีมีครรภ์ ถ้าได้รับเกิน 100,000 ม.ก. ต่อวัน จะเป็นเหตุให้เกิดความ      พิการในการตั้งครรภ์ได้
    ดังนั้น เพื่อหลีกเ ลี่ยงพิษที่เกิดขึ้น ควรกินวิตามินA ในรูปของเบตาคาโรทีน

ประโยชน์
  1. บำรุงสายตาและรักษาภูมิต้านทาน
  2. เบตาคาโรทีนมีบทบาทในการป้องกันมะเร็งผัวหนัง มะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
  3. ช่วยเสริมเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย
อาการเมื่อขาด
             ร่างกายจะแคระไม่โต ฟันจะผุง่าย ผมจะร่วง หนังศรีษะเป็นขุย มีรังแค ผัวจะแห้งเป็นเกล็ด จะเป็นสิวที่หลัง ต้นขา รูขุมขนใหญ่ เนื้อเยื่ออ่อนแอไม่แข็งแรง และยังทำให้เป็นหวัดง่าย ติดเชื้อทางหู ต่อมทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ เกิดอาการตาฟางในตอนกลางคืน นัยย์ตาแห้ง แดง อักเสบ อาจตาบวม ตาไม่สู้แสง อาจทำให้เป็น
มัน เป็นนิ่ว




ที่มา : http://rnpong.tripod.com/vita_a.htm

วิตามิน หมายถึง...

       วิตามินเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของคนเรา เพราะร่างกายต้องการวิตามินไม่มากนัก แต่ก็ขาดไม่ได้ เพราะจะทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น ขาดวิตามินซี ทำให้เหงือกไม่แข็งแรง เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ขาดวิตามินบี 1 ทำให้เป็นโรคเหน็บชา ถ้าขาดวิตามินเอทำให้ไม่สามารถมองเห็นในที่มืด ภูมิต้านทานโรคไม่ดี เป็นต้น


    หากเปรียบร่างกายของเรากับรถยนต์ วิตามินก็ทำหน้าที่เหมือนน้ำมันหล่อลื่นในเครื่องยนต์ ที่ช่วยหล่อลื่นให้เครื่องยนต์เดินได้สะดวก และคนเราก็มักจะได้รับข้อมูลเฉพาะในเรื่องประโยชน์ของวิตามินที่มีต่อสุขภาพ ทำให้เกิดความกังวลว่าในแต่ละวันจะได้รับวิตามินเพียงพอกับความต้องการของร่างกายหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีเวลากับเรื่องอาหารการกินมากนัก อาศัยฝากท้องกับร้านอาหารนอกบ้าน ประกอบกับแรงโฆษณาทั้งทางตรงและผ่านสื่อต่าง ๆ ส่งผลให้คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจซื้อวิตามินในรูปของเม็ดยามากิน ถึงแม้ว่าเม็ดยาต่าง ๆ ดังกล่าวจะมีราคาแพงกว่าการซื้ออาหารมากินเพื่อให้ได้วิตามินก็ตามที ซึ่งการกินวิตามินในรูปของเม็ดยานั้น หากไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอาจทำให้ได้รับวิตามินมากเกินความต้องการของร่างกายและเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้